แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ inspiration แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ inspiration แสดงบทความทั้งหมด

สินค้าที่ควรขายและไม่ควรขายบน ALIBABA



ก่อนจะพูดถึง สินค้าที่ควรขายและไม่ควรขายบน Alibaba มาทำความรู้จักกับ Alibaba.com ก่อนครับ

การขายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่นิยมมากในปัจจุบัน ผู้คนมากมายที่ไม่ว่าจะทำงานประจำอยู่ หรือมีธุรกิจส่วนตัวอยู่ แต่ก็กำลังมองหาการสร้างรายได้เสริม หรือการขยายกิจการของตัวเอง ผ่านระบบจัดการร้านค้าออนไลน์กันทั้งสิ้น

ผมเองซึ่งเป็นคนหนึ่ง ที่สนใจการขายสินค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเป็นนายหน้าขายสินค้า ( Affiliate Program) เพราะการขายผ่านเว็บไซต์นั้น ไม่มีการเปิด หรือปิดร้าน สามารถออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. มีลูกค้าเข้าชมได้ทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าของเรา มีความน่าสนใจและมีการทำตลาดไว้ดีขนาดไหน

เว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเว็บหนึ่งจากแดนมังกร (ประเทศจีน) เป็นที่โด่งดังรู้จักไปทั่วโลก นั่นคือ Alibaba.com  เป็นเว็บไซต์ที่ผู้พัฒนาไม่ได้ขายสินค้าเอง หรือผลิตสินค้าของตนเอง แต่เปิดโอกาสให้กับทุกๆ คนทั่วโลก ได้อัปโหลดสินค้าของตนเองขึ้นขายบน Alibaba ครับ พูดง่ายๆ Alibaba ก็คือสื่อการ หรือ ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้ซื้อ และผู้ขายได้มาเจอกันครับ





Alibaba.com เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ประเภทขายส่งครับ  แต่ถ้าหากคุณต้องการซื้อสินค้าจากจีนแบบขายปลีกแล้วละก็ มีอีกเว็บหนึ่งในเครือผู้ก่อตั้งเดียวกัน นั่นคือ Aliexpress.com ครับ




เว็บนี้ มีผู้ก่อตั้งเดียวกัน นามว่า Jack Ma ซึ่งเป็นอดีตครูจนๆ เงินเดือนเพียง 500 บาท ชีวิตมีแต่ความลำบากด้วยหน้าตาที่ไม่ค่อยจะมีราศีเท่าไหร่ ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ  แม้กระทั้งไก่ทอด KCF  ครับ แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของเขาจากการเคยได้ไปรู้จักกับธุรกิจ E-Commerce และ Internet ที่อเมริกาเมื่อครั้งไปเยี่ยมเพื่อน จึงเกิดแรงบัลดาลใจ อยากที่จะสร้างระบบ E-commerce ให้คนจีนได้รู้จัก จึงก่อตั้ง Alibaba ขึ้นด้วยความยากลำบาก เพราะนอกจากจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบ E-commerce แล้ว ยังไม่มีให้เห็นด้วยอีกต่างหาก



แต่ปัจุบันนี้ Jack Ma คือ คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด ในเรื่องของ E-Commerce เป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศจีน และยังเป็นเจ้าของไก่ทอด KFC ประเทศจีนด้วยครับ 5555

เกิ่นมาซะยาวเลย ! มาเข้าเรื่องกันสักทีครับ เนื่องจาก Alibaba หรือ Aliexpress เปิดให้ผู้คนสามารถที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ ถ้าคุณมีสินค้าดีๆ ที่ต้องการจะขยายไปทั่วโลก สามารถสมัครเป็นผู้ขายได้
โดยจุดแข็งของอะลีบาบาคือแหล่งรวมซัพพลายเออร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ส่วนใหญ่เป็นซัพพลายเออร์ชาวจีน) มีทุกอย่างที่ต้องการ ปัญหาใหญ่ที่สุดในการขายสินค้าผ่านอะลีบาบาคือ การที่ต้องแข่งกับคนจีนทั้งประเทศ (ซัพพลายเออร์)

สินค้าที่ควรขายและไม่ควรขายบน Alibaba

3 ตัว สินค้าที่ผู้มีประสบการณ์แนะนำว่าถ้าไม่จำเป็นก็อย่าขายในอะลีบาบาเด็ดขาด คือ

1. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  เพราะจีนคือเจ้าแห่งศาสตร์มืดในการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ แถมราคาโคตรถูกอีกด้วย !!

2. กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าสะพาย ซึ่งคนจีนผลิตออกมาเป็นมหาศาล มีขายทั่วประเทศไทยเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะตลาดสำเพ็ง ครับ

3. อะไรก็ตามที่เมืองจีนมีวัตถุดิบเป็นของตัวเอง เช่น ไม้ไผ่ เซรามิกส์ ไม่ต้องไปแข่ง ขายไปก็เจ๊ง  ! 

ขณะเดียวกัน สินค้าที่ควรขายบน Alibaba คือ 
1. สินค้าการเกษตรที่เมืองไทยสามารถผลิตได้แต่เมืองจีนผลิตไม่ได้ 
2. เสื้อผ้า แต่ไม่ใช่ประเภทยกโหล เป็นเสื้อผ้าที่ทำขึ้นตามความต้องการของลูกค้า อย่างเดรสหรือชุดราตรีขายดีมาก 
3. อาหาร



ขอบคุณความรู้จาก : Thaiquote ครับ 

7 วิธีการนอนแบบพระอรหันต์ ที่คุณก็นำไปปฏิบัติตามได้

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เกี่ยวกับ การนอน ว่า พระอรหันต์นอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น        เหตุที่พระอรหันต์นอนน้อยกว่าคนทั่วไป ก็เพราะท่านเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลส และมีสติอยู่เสมอทุกขณะตื่น จึงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ตามความเป็นจริง โดยไม่เผลอนำสิ่งกระทบต่าง ๆ มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นอารมณ์ จึงไม่ต้องการเวลานอนมากนัก
         ผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ยังรับรองด้วยว่า การทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ นับเป็นการจัดระเบียบคลื่นสมองที่มีประสิทธิภาพที่สุด และถือเป็นการผ่อนคลายเชิงลึก ที่สามารถชดเชยการหลับลึกได้ถึง 4 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ สมองอันปราศจากข้อมูลขยะของพระอรหันต์ จึงไม่ต้องการช่วงเวลาหลับลึก เพื่อฟื้นฟูสภาพสมอง และจัดระเบียบเซลล์ประสาทมากเท่าคนทั่วไป
         ความพิเศษของการนอนอย่างพระอรหันต์ไม่ได้จบอยู่เพียงแค่เรื่องของเวลาเพียงเท่านั้น เพราะวิธีการนอนของท่านก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
          พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงการบรรทมของพระองค์ไว้ว่า พระองค์บรรทมด้วยการสำเร็จ สีหไสยา ซึ่งแปลว่า การนอนอย่างราชสีห์ คือ การนอนตะแคงขวาอย่างมีสติสัมปชัญญะ ประกอบด้วยจิตอันบริสุทธิ์ สงัดแล้วจากกาม และอกุศลธรรมทั้งหลายเป็นอุเบกขา ไม่ทุกข์ และไม่สุข อยู่ในสมาธิขั้นสูง (ฌาน4) ไม่มีความยินดีในการนอนหลับ และพร้อมจะลุกขึ้นอยู่เสมอ
อานิสงส์ของการหลับอย่างมีสติ
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงอานิสงส์ของการหลับอย่างมีสติไว้ 5 ประการ ได้แก่
ทำให้หลับเป็นสุข
ทำให้ตื่นเป็นสุข
ทำให้ไม่ฝันร้าย
ทำให้เทวดารักษา
ทำให้มีสติไม่หลงใหลในกามซึ่งเกิดจากความฝัน
7 ขั้นตอนสู่การนอนอย่างพระอรหันต์
1.ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉงทันทีที่ตื่น อย่ามัวโอ้เอ้งัวเงีย พ่ายแพ้ให้ความขี้เกียจ เพราะการตื่นขึ้นเองโดยไม่มีใครปลุก เป็นการส่งสัญญาณให้คุณรู้ว่า สมองได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว การนอนนานกว่านั้นจึงถือเป็นความขี้เกียจ
2.หมั่นเจริญสติ และฝึกสมาธิระหว่างวัน เพื่อจัดระเบียบสมองและลดการปรุงแต่งอารมณ์
3.หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้สมองและร่างกายตื่นตัวก่อนนอน เช่น การดูหนังแอ๊คชั่น การออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน การคิดเรื่องงาน ฯลฯ เพื่อให้ร่างกายพร้อมเข้าสู่การนอนอย่างสงบและมีสติ
4.นอนอย่างปล่อยวาง ทำจิตให้ว่างก่อนเข้านอน ด้วยการสะสางงาน และวางแผนสิ่งที่จะต้องทำในวันรุ่งขึ้นให้เรียบร้อย อาจวางกระดาษและดินสอไว้ข้างเตียง เพื่อจดสิ่งที่นึกขึ้นได้ จะได้ไม่ต้องคิดวนไปเวียนมาเพราะความกังวล
5.จัดระเบียบการนอน มีกำหนดเวลานอน และตื่นที่ชัดเจนเพื่อสร้างวินัยให้ร่างกาย
6.นอนในที่เย็น เงียบ และมืด ปราศจากแสงเสียง และสิ่งรบกวนที่จะทำลายสมาธิในการนอน
7.หลับไปด้วยจิตอันนิ่งสงบและเป็นกุศล แทนที่จะหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะคิดปรุงแต่งสารพันลองหันมาสงบสติ
             การนอนอย่างมีสติเป็นองค์ประกอบประการสำคัญที่ทำให้พระพุทธเจ้าทรงเป็น “ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน” อยู่ตลอดเวลาอย่างแท้จริง…เชื่อว่าคุณก็ทำได้เช่นกัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : winnews.tv และ goodlifeupdate.com

การสร้างนิสัยแห่งความสุข 20 ประการ


คุณอนันต์ อัศวโภคิน 
เจ้าของแลนด์แอนด์เฮาส์พูดได้ดี เนื้อหาและแรงบันดาลใจยิ่ง

ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ
แต่คุณอนันต์ ตั้งคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จ
จะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ?


ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามาก
จนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก "นิสัย"
คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต
คนที่มีนิสัยดีเหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัวไม่ว่าไปทำอะไร
ก็จะดีนิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก

เช่น การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น
ช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคนเป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ


"ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา
แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะต่างหาก"

ความสุขคืออะไร ? มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้แนะนำ
การสร้างนิสัยแห่งความสุข 20 ประการ ปี 2016 ไว้ ..

1. Be Grateful..สำนึกบุญคุณคนที่ดีต่อเรา

2. Choose Your Friends Wisely..เลือกเพื่อนอย่างชาญฉลาด

3. Cultivate Compassion..ให้ความเห็นอกเห็นใจ แก่คนอื่น

4. Keep Learning..หมั่นเรียนรู้

5. Become a Problem Solver..เป็นผู้แก้ปัญหาได้

6. Do What You Love..ทำในสิ่งที่คุณรัก

7. Live in the Present..อยู่กับปัจจุบัน

8. Laugh often..หัวเราะบ่อยๆ

9. Practice Forgiveness..ฝึกการให้อภัย

10. Say Thanks often..กล่าวขอบคุณเสมอ

11. Create Deeper Connections..สร้างความสัมพันธ์ลึกล้ำ

12. Keep Your Agreement..รักษาสัญญา คำพูด

13. Meditate..ทำสมาธิ

14. Focus on What You're Doing..ตั้งมั่นในสิ่งที่กำลังทำ

15. Be Optimistic..มองโลกในแง่ดี

16. Love Unconditionally..รักอย่างไม่มีเงื่อนไข

17. Don't Give up..อย่ายอมแพ้

18. Do Your Best and then Let it Go..ทำดีที่สุดแล้วอย่ายึดติด

19. Take Care of Yourself..ดูแลตัวเอง

20. Give back to society..ตอบแทนสังคม

#ขอบคุณ Punjapon Benjamin Jureegasa

ของขวัญจากพ่อ (คำสอนของพ่อหลวง)




ทุกคนคงจะรู้แล้วว่า พระเจ้าอยู่หัว หรือ พ่อหลวงของเรานั้น มีปรัชญา 
หรือ พระราชดำรัช มากมาย ที่ช่วยให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตแก่ พระสกนิกรชาวไทย
วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอ 15 คำสอนของพ่อหลวง ที่เคยไปอ่านมา
หลังจากติดไว้ที่กำแพงของบริษัทหนึ่ง ต้องบอกเลยว่า ประทับใจ ตั้งแต่บรรทัดแรก ครับ

จึงได้ขออนุญาติบันทึกภาพเก็บไว้ เพื่อนำมาออกแบบใหม่ให้สวยงามและแจกจ่าย
ให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อใช้เป็นปรัชญา เป็นข้อคิด ในการดำเนินชีวิตครับผม...
มาดูกันเลยย...

1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะอาจเป็นสิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่ 
2. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เท่านั้น
3. จะคิดการใด ให้คิดใหญ่เข้าไว้ และเติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
4. หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
5. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิด ถูกบิดเบือน มาแล้วทั้งนั้น
6. ใครจะวิจารณ์อย่างไรก็ช่างเขา...ไม่ต้องไปเสียเวลาโต้ตอบ
7. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ 2 แต่อย่าให้ถึงครั้งที่ 3
8. เราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย....แต่เราต่อสู้กับ ความโหดร้ายในตัวคน
9. เมื่อมีใครมาสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
10. อย่าไปหวังเลยว่า ชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
11. ประเมินตัวเองด้วย มาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น
12. คงไว้ซึ่งความเป็นคน เปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
13. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
14. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้ว ไม่มีความสุข ก็ลากออกซะ !!
15. คำนึงถึงการมีชีวิต "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิต "ยืนยาว"

เป็นอย่างไรบ้างครับ จะเห็นได้ว่า ทุกๆ คำ ทุกๆ ข้อ ที่พ่อหลวงของเรา
ทรงกล่าวไว้ (ผมใช้ราชาศัพท์ไม่เก่ง) ล้วนแล้วแต่ เกี่ยวข้องกับ 
"การอยู่ร่วม การเอาใจใส่ การดูแล กับผู้คนทั้งสิ้น"
ไม่แปลกเลย ที่พระองค์ท่าน ทรงอยู่ในดวงจิต ดวงใจ ของปวงชนชาวไทยทุกคน :)

ถ้าเรานำไปใช้ ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เดินตามลอยเท้าของพ่อหลวง
รับรองได้เลยว่า ประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้แน่นอนครับ


ขอบพระคุณที่ติดตาม
Au$awinz 

ขอบคุณภาพจาก : ภาพในหลวง และ  news.tlcthai.com

เนลสัน แมนเดลลา

เนลสัน แมนเดลลา

เนลสัน แมนเดลลา ถูกนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามจับไปขังคุกถึง 27 ปี สำหรับคนธรรมดาอาจผูกคอมตายไปแล้วเพื่อนเขาถึงกับเป็นบ้าไปหลายคน เพราะทนอยู่ในคุกไม่ได้
ประหารก็ไม่ประหาร พิพากษาก็ไม่พิพากษา ขังไว้อย่างนั้น แต่เนลสัน แมนเดลลา กลับบอกว่าช่างเป็นวันเวลาที่ยอมเยี่ยม ระหว่างนั้นท่านถือโอกาสเรียนภาษาของคนผิวขาว รู้ว่าคนผิวขาวชอบกีฬาอะไร ก็เรียนรู้ จนในคุกเรียกท่านเป็นอาจารย์


เมื่อออกจากคุก มีคนถามท่านว่า "ท่านรู้สึกอย่างไรกับการอยู่ในคุกมานานมาเพียงนี้?"

ท่านบอกว่า "มันยอดมาก เพราะอยู่ในคุกได้เรียนหนังสือ อ่านหนังสือ ได้เขียนบันทึก กลับออกมาก็กลายเป็นผู้ชราที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะและประสบการณ์"

เมื่อมีโอกาสได้ลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ผลปรากฏว่าชนะถล่มทลายทั่วประเทศ ทุกวันนี้วันเกิดของท่านกลายเป็นวันสำคัญสากลขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่าในขณะที่ตัวท่านยังไม่ตาย แต่สหประชาชาติถือว่าวันเกิดท่านเป็นวันเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญของโลก

การถูกขัง 27 ปี ทำอะไรท่านไม่ได้เลย ท่านบอกว่าทำใหได้เขียนต้นฉบับหนังสือ Long walk to freedom จนกระทั่งฮอลลีวู้ดอาชีวประวัติของท่านมาสร้างเป็นภาพยนต์

เรื่องนี้จึงสรุปได้ว่า จงเติบโตขึ้นจากความผิดพลาด จงเฉียฉลาดจากความทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นมา ให้ถือสมุดบันทึกคอยจดเอาไว้ แล้วดูว่าครั้งต่อไป เราจะรับมือกับมันได้ดีขึ้นไหม เรียนเอง เติบโตเอง ประเมินตนเอง ตัดเกรดให้ตัวเอง #มีชีวิตที่มความสุขเอง นี่และคือคนฉลาด คนที่สามารถเอาประโยชน์ได้จากสถานการณ์ที่ลำบากยากเข็ญที่สุด

คนเช่นนี้พระพทุธเจ้าถือว่าเป็นคนที่มีปัญญาเลิศ พระองค์ตรัสเอาไว้ว่า บัณฑิตชนคือคนที่สามารถแสวงหาปัญญาได้ แม้ตกอยู่ทางกลางความทุขก์

จากหนังสือ : 
The Secret of Happiness เคล็ดบับความสุข 
- ท่าน ว.วชิรเมธี

เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้หรอก !! ( แรงบัลดาลใจ )


เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้หรอก !!

เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ นั่นคือเรื่องจริง
แต่รับรองว่าสมองของคนที่มีเงินเหลือใช้
ย่อมมีที่ว่างกว่าสมองของคนที่ยังต้องกังวลว่า
เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องหาเดือนชนเดือน อย่างแน่นอน

วันที่ยังต้องกังวลกับการควักจ่ายแบงค์ร้อยแต่ละใบ
กับวันที่ไม่ต้องกังวลแม้ต้องจ่ายแบงค์เทาหลายใบ
สมองทำงานหนักแตกต่างกัน และมองเห็นโอกาสไม่เท่ากัน

ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะครับ
ก็มันประสบการณ์ตรงของผมนี่ครับ
สมัยนั้น ผมขึ้นรถเมล์ต้องรอรถเมล์ครีมแดง
สั่งอาหาร เหลือบดูราคาเป็นอย่างแรก
ปรินเตอร์สีไม่มี ซื้อได้แค่ปรินเตอร์ขาวดำ
จ่ายค่าเทอมลูกทีนึงแทบหมดตัว
ซ่อมรถทีนึงหน้ามืดไปหลายวัน

ตอนนั้นผมคิดเลยว่า
ใครวะ บอกว่าเงินไม่สำคัญ ขอมีความสุขก็พอแล้ว
ไอ้คนพูดมันอยู่ป่า ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์
ให้ลูกเรียนโฮมสคูลรึไงนะ?

ตัดฉับมาวันนี้
ผมรอดและไม่ต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว
และผมจะบอกให้เลยว่า
ที่เขาพูดกันว่า เงินไม่สำคัญ นั่นคือเรื่องจริงครับ
แต่เงินจะไม่สำคัญ ต่อเมื่อคุณมีมันแล้ว
ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่ทะลึ่งบอกว่าเงินไม่สำคัญ

วันที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว
สมองจะมองเห็นโอกาสมากมาย
คุณจะเจอคนระดับเจ๋ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ
และแน่นอน เงินจะมากขึ้นไปอีก
ความลับที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ
เงินนั้นชอบเงินด้วยกัน

ในวันที่มีเงิน เงินจะพาเงินมาหาเราอีกเรื่อย ๆ
จนคุณเฉย ๆ กับมันแล้ว เพราะมันมาอยู่นั่นแหละ
สังเกตนะครับว่าผมไม่ได้พูดคำว่า "รวย" สักคำ
เพราะมันจะทำให้คุณเข้าใจผิดว่าคุณต้อง รวย! รวย! รวย!
ซึ่งไม่สิ้นสุดสักทีว่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่ารวย

เพราะคุณจะรู้สึกจนขึ้นมาทันที
ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นรวยกว่าคุณ
สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อสารก็คือ
ถือเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนด้วยซ้ำ
ที่จะต้องทำตนให้ "พ้นความยากจน"
เราจะได้ดูแลตัวเองและคนที่รัก
พูดง่าย ๆ ว่าต้องทำให้ตนเองพ้นจาก "ความกังวลเรื่องเงิน" 
คุณอาจไม่ต้องมีร้อยล้านพันล้าน
แต่มีงาน มีอาชีพที่สร้างรายได้ให้คุณมากพอจนอุ่นใจ
รู้จักใช้ รู้จักเก็บ รู้จักลงทุน
รู้ว่าบั้นปลายชีวิตจะไม่เป็นคนที่ลำบากตอนแก่

คุณอาจไม่ต้องมี Passive Income ใช้ได้ตลอดชาติ
แต่รู้จักสร้างสินทรัพย์ที่ช่วยคุณหาเงินได้บ้าง มากน้อยก็ยังดี
เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เขียนหนังสือขาย ธุรกิจเครือข่าย
ห้องให้เช่า เงินปันผลจากกองทุน ฯลฯ

คุณอาจไม่ต้องมีคฤหาสน์หลังโต รถสปอร์ตคันโก้
แต่คุณก็ควรได้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่กระเบียดกระเสียร
มีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยว กินอาหารดี ๆ
มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาลดี ๆ
มีโอกาสให้ลูกหลานได้รับการศึกษาดี ๆ

ดูแลพ่อแม่เมื่อแก่เฒ่า
ตั้งเป้าหมายชีวิตของคุณเลยครับว่า
ชีวิตนี้ฉันจะต้องหลุดพ้นจากความกังวลเรื่องเงิน
ฉันจะต้องเป็นเจ้านายของเงิน
อย่าไปเชื่อคนที่บอกว่าเงินไม่สำคัญ เงินไม่จำเป็น
บางทีเขาอาจจะไม่มีปัญญาซื้อองุ่น
ก็เลยเที่ยวบอกคนอื่นว่า"องุ่นเปรี้ยว" เท่านั้นเอง

เชื่อผมสิ วันที่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเงินแล้ว
สมองของคุณจะมองเห็นโอกาสมากมาย...
มากมายจนคุณรับไม่ทันเลยล่ะ ของแบบนี้
ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองครับ

Cr : Forward Line :)
ขอบคุณภาพจาก : fethard.biz

Jason McElwain เด็กออทิสติก ผู้สร้างแรงบัลดาลใจไปทั่วโลก !!

ตุลาคม 1987 ครอบครัวเล็กๆ ในเมืองนิวยอร์ค, สหรัฐอเมริกา
ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เด็กน้อยคนนั้นชื่อว่า "เจสัน แม็คเอลวาน" (Jason McElwain)

โชคไม่ได้เข้าข้าง สมาชิกใหม่ของโลกใบนี้ไปซะทุกคน
เจสันผิดปกติตั้งแต่เกิด และถูกวินิจฉัยว่าเป็น "ออทิสติก"
เมื่อวัยประมาณ 2 ขวบ เขาเป็นเด็กพิเศษ เป็นความพิเศษที่ใครๆ
ก็ไม่อยากมี

เพราะออทิสติก ทำให้เจสันพูดไม่ได้จนอายุ 5 ขวบ
เพราะออทิสติก ทำให้เจสันต้องต่อสู้กับความยากลำบาก
เพียงเพื่อต้องการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
เพราะออทิสติก ทำให้เด็กชายเจสันไม่มีเพื่อน

แต่การเป็นออทิสติก มันไม่มีผลกับตัวแปรชีวิตอย่างหนึ่ง
ตัวแปรนั้น เราเรียกว่า
"ความพยายาม"

ความพยายามเริ่มสัมฤทธิ์ผล เจสันมีทักษะทางสังคมที่พัฒนา
เมื่อเขาโตขึ้นเขาเริ่มมีเพื่อน แม้จะต้องเรียนในชั้นเรียนพิเศษ
แล้ววันหนึ่ง จอช พี่ชายของเขา ก็แนะนำให้เจสันได้รู้จักเพื่อนใหม่
มันชื่อว่า
"บาสเกตบอล"

บาสเกตบอลเป็นเพื่อนที่ดีของเจสัน
เขาชอบเล่นบาสเกตบอล
เขาชอบเห็นลูกบาสสัมผัสห่วง
เขาชอบสนามบาสในโรงเรียน
เขาชอบกลิ่นของมัน
บาสเกตบอลไม่เคยทำร้ายเขา
เจสันรักบาสเกตบอล





ความฝันของเขาคือการเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียน


ซึ่งมันยากเหลือเกินที่เด็กออทิสติกจะสามารถทำได้

ช่วงปี 2004-2006 เจสันที่กำลังเรียนไฮสคูล ได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมบาสเกตบอล ของโรงเรียน Greece Athena เจสันทำทุกอย่างที่ได้รับคำสั่ง

เขานั่งจับเวลา เขาเสิร์ฟน้ำ เขาแจกผ้าขนหนู เขาบันทึกสถิติการเล่นเหนือสิ่งอื่นใด "เขามีความสุขกับงานที่ทำ"

ตลอดสามปีที่ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม เจสันพลาดการดูแลทีมแค่แมตช์เดียว ก่อนเกมสุดท้ายของปี จิม จอห์นสัน (Jim Johnson) เฮ้ดโค้ช ได้ตัดสินใจตอบแทนเจสัน ด้วยการใส่ชื่อเขาลงในรายชื่อตัวสำรอง เจสันได้สวมชุดนักกีฬาโรงเรียน และนั่งบนม้านั่งนักกีฬาครั้งแรกในชีวิต

15 กุมภาพันธ์ 2006 โรงเรียน Greece Athena โคจรมาพบกับไฮสคูล Spencerport เพื่อชิงแชมป์สาย และนั่นคือเกมสุดท้ายของ Greece Athena ที่จะได้เล่นในบ้านตัวเองและนั่นคือเกมสุดท้ายในบ้านตัวเองของนักกีฬาหลายคนในทีม

เกมดำเนินมาถึง 4 นาทีสุดท้ายของควอเตอร์ที่สี่ Greece Athena นำคู่แข่งมากกว่า 20 คะแนน โค้ชจอห์นสัน เรียกเจสันให้ลุกขึ้นเขาได้ลงเล่นในฐานะตัวสำรอง ในฐานะนักกีฬาทีมโรงเรียน ในฐานะเด็กออทิสติกคนแรก

เจสันมีเวลาสี่นาทีสุดท้าย เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเขา "พิเศษ" กว่าใคร เจสันได้รับโอกาสแรกทันทีตรงเส้นสามแต้ม เขาชู้ตไม่ลง ลูกบาสไม่แม้จะเฉี่ยวกับห่วงด้วยซ้ำ โอกาสที่สองมาในอีกไม่นาน แล้วมันก็ไม่ลงอีก

เอาหน่า เหมือนจีบหญิงแหละ!!

ต้องมีสักครั้งที่ใจเธอจะแพ้ความพยายามของเรา
โอกาสที่สาม มาในช่วงเหลือ 3.12 นาทีสุดท้าย
เจสัน ชู้ตสามแต้มลงห่วงซ๊วบบบบ!!!



ทั้งสนามกระโดดโลดเต้น มีความสุขไปกับคะแนนแรกของ เจสัน


เจสันใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์ว่า สามแต้มแรกไม่ใช่เรื่องปาฎิหาริย์


เขาทำได้ทั้งหมด 20 แต้ม จากการชู้ตสามแต้มลง 6 ครั้ง 

(โอกาส 10 ครั้ง คิดเป็นลง 60 %) และชู้ต 2 แต้มลงอีก 1 ครั้ง

เกมนั้นจบลงด้วยสกอร์ Greece Athena ชนะ Spencerport 79-43


เจสันคือผู้เล่นที่ทำคะแนนสูงสุดของแมตช์นั้น กองเชียร์โห่ร้องแสดงความยินดีเจสันถูกเพื่อนร่วมทีมยกขึ้นบ่า




เด็กหนุ่มออทิสติก เขียนวินาทีประวัติศาสตร์ขึ้นด้วยความพิเศษของเขาเอง เรื่องราวของเจสัน โด่งดังทั่วสหรัฐอเมริกาชั่วข้ามคืน
เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยออทิสติกทั่วโลก




14 มีนาคม 2006 เจสัน แม็คเอลวาน ได้รับเกียรติเข้าพบ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ เจสัน, โค้ชจิม จอห์นสัน รวมถึง เดฟกับเด็บบี้ พ่อและแม่ของเจสัน ได้รับการสรรเสริญไปในวกว้าง


จากนั้นอีก 2 ปี “The Game of My Life” หนังสือของเจสันก็วางบนแผง เพื่อตีแผ่ชีวิตอันน่าอัศจรรย์ของเขา



"เจสันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นออทิสติกเขาเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาเขาเกิดมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ"

กันยายน 2012 เจสันจบการวิ่งมาราธอน Rochester Marathon (42 กิโลเมตร) ด้วยเวลา 3.01.41 ชั่วโมง

ปี 2014
เจสันผ่านการคัดเลือกลงแข่งขัน Boston Marathon
เขาจบการแข่งขันวิ่งมาราธอนรายการยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยเวลา 2:57.05 ชั่วโมง




"อาการป่วยออทิสติก มีผลกับสมอง


มันไม่สามารถบั่นทอนความอดทน

มันไม่มีผลกัดเซาะความพยายาม

และมันไม่มีอำนาจที่จะทำลายความฝันของใคร"



ไปชมคลิปวีดีโอเหตุการณ์จริงซะ
แล้วคุณน้ำตาไหล ให้กับผู้ชายชื่อ Jason McElwain !!!






ข้อมูลจาก nba-time.com/2015/11/09/jason/
espn.com/espn/news/story?id=2343490


และวิกิพีเดีย Jason McElwain